“9 วันในซิดนีย์” ตอน 6 Featherdale wildlife park และ Scenic World Blue Mountains @ ออสเตรเลีย

“9 วันในซิดนีย์” ตอน 6 Featherdale wildlife park และ Scenic World Blue Mountains @ ออสเตรเลีย

การเดินทาง 9 วันในซิดนีย์ เดินทางมาถึงตอนที่ 6 แล้วครับ ตามโปรแกรมการเดินทางที่วางแผนสำหรับวันนี้
1. Featherdale wildlife park
2. The Blue Mountains
3. Scenic World Blue Mountains

ตัดสินใจใช้บริการ Blue Mountains Deluxe Day Tour ของ http://aealuxury.com.au/
ราคาสำหรับการเดินทางในวันนี้ ผู้ใหญ่ $255.00 / เด็ก $160.00

รวมรีวิว : 9 วันในซิดนีย์ ตอน 1 - 6

"9 วันในซิดนีย์" ตอน 6 Featherdale wildlife park และ Scenic World Blue Mountains @ ออสเตรเลีย

"9 วันในซิดนีย์" ตอน 5 เดินชมนก ชมไม้ ชมทะเล ที่ The ROCK, Sydney @ ออสเตรเลีย

"9 วันในซิดนีย์" ตอน 4 นั่งเรือ Magistic Cruises ชม Sydney Harbour @ ออสเตรเลีย

"9 วันในซิดนีย์" ตอน 3 "ช้างไทย" ขวัญใจนักท่องเที่ยวทั่วโลกที่ สวนสัตว์ Taronga Zoo, Sydney

"9 วันในซิดนีย์" ตอน 2 Market Grill, Wild Life Sydney Zoo, Madame Tussauds, Pancakes on the Rock

"9 วันในซิดนีย์" ตอนที่ 1 การบินไทย Royal Silk - BreakFree on George - ดอกไม้ไฟ Darling Harbour

จุดเริ่มต้นของการท่องเที่ยวในซิดนีย์ ส่วนมาก จะเริ่มต้นกันที่ CIRCULAR QUAY ครับ

การเดินทางเริ่มที่ต้น เวลา 7 โมงเช้า และกลับมาส่งที่โรงแรมเวลา 4 โมงครึ่งโดยประมาณ
รถท่องเที่ยวของ AUSTRALIAN ECO ADVENTURES PTY LTD จะมารับที่หน้าโรงแรมตามเวลานัดหมาย
ครอบครัวของลุงเด้งเป็นกลุ่มแรกที่มารับ นั่นคือเวลา 7 โมงเช้า

ห้ามสายนะครับ เพราะคนออสเตรเลียตรงต่อเวลามากๆ
ถ้ามาแล้วเดินรอบ LOBBY 1 รอบแล้วยังไม่มา ไม่รอนะครับไปเลย

จากนั้นก็วนไปรับอีก 4 โรงแรม ที่อยู่ในละแวกเดียวกัน จากนั้นก็เริ่มต้นเดินทางสู่ Featherdale wildlife park

คณะของเราเดินทางด้วยรถตู้คันนี้ครับ มี 20 ที่นั่ง

Featherdale Wildlife Park เปิดทุกวันเวลา 9:00 am - 5:00 pm

แต่ถ้ามากับทัวร์ จะเปิดให้เข้าชมก่อนได้ในเวลา 8:30 am
เราก็เลยเป็นกลุ่มแรกของวันนี้ที่เข้าชม Featherdale Wildlife Park

http://www.featherdale.com.au/

ราคาค่าเข้าชมตามนี้เลยครับ
ถ้ามากับทัวร์ก็รวมค่าบัตรผ่านประตูเรียบร้อยแล้ว

สัตว์ตัวแรกที่พบใน Featherdale wildlife park
นกแคสโซแวรี (cassowary) จัดเป็นนกประเภทแรไทต์ (นกบินไม่ได้ขนาดใหญ่ ที่มีโครงสร้างแบบนกยุคก่อนประวัติศาสตร์) เช่นเดียวกับนกกระจอกเทศ, นกอีมู และนกกีวี โดยเป็นนกที่มีขนาดใหญ่เป็นอันดับ 3 ของโลกรองมาจากนกกระจอกเทศ และนกอีมูเท่านั้น มีความสูงประมาณ 100 เซนติเมตร หรือกว่านั้น ตัวเมียโดยปกติจะใหญ่กว่าตัวผู้ อาจจะสูงได้ถึง 2 เมตร น้ำหนักประมาณ 53.8 กิโลกรัม

นกแคสโซแวรีมีลักษณะเด่นคือ มีขนสีดำปกคลุมลำตัว ซึ่งขนมีลักษณะแตกต่างไปจากนกจำพวกอื่น ๆ คือ ขนเส้นเดียวแต่แตกออกเป็น 2 เส้น มีไว้สำหรับป้องกันตัวยามเมื่อต้องเดินฝ่าพงหนามหรือพุ่มไม้ มีลำคอยาวไม่มีขนเหมือนนกกระจอกเทศ บริเวณใบหน้าและลำคอมีสีสันสดใสต่างกันไปตามแต่ละชนิด และมีจุดเด่น คือ หงอนขนาดใหญ่บนหัว ซึ่งเป็นสารประกอบเคอราทิน ภายในเป็นโพรงกลวง ปัจจุบันยังไม่มีทราบถึงสาเหตุการมีของหงอนนี้ แต่นักวิทยาศาสตร์บางคนสันนิษฐานว่า มีไว้เพื่อช่วยในการส่งเสียงร้อง แบบเดียวกับไดโนเสาร์บางสกุลที่มีหงอนบนหัว เช่น พาราซอโรโลฟัส หรือแลมบีโอซอรัส เสียงที่ได้จะเป็นเสียงทุ้มต่ำ ซึ่งนกแคสโซแวรีจัดเป็นนกที่มีเสียงร้องต่ำที่สุดในโลก และยังมีเหตุผลนอกเหนือไปจากนี้ คือ ใช้ในการประกาศเอกลักษณ์เฉพาะตัว หรือเป็นการแสดงออกทางเพศ

นกแคสโซแวรีในวัยอ่อน หงอนดังกล่าวจะยังไม่ปรากฏ แต่จะค่อย ๆ ใหญ่ขึ้นไปเรื่อย ๆ เมื่อนกโตขึ้นตามวัย ซึ่งหงอนดังกล่าวสามารถยาวได้ถึง 15-17 เซนติเมตร

นิ้วตีนของนกแคสโซแวรี มี 3 นิ้ว แตกต่างไปจากแรไทต์อย่างนกกระจอกเทศที่มี 2 นิ้ว ทุกนิ้วมีกรงเล็บที่แหลมคม โดยเฉพาะนิ้วกลางที่ยื่นยาวที่สุด ซึ่งยาวได้ถึง 5 นิ้ว (12 เซนติเมตร) เป็นอาวุธที่ใช้เป็นเครื่องป้องกันตัวด้วยการกระโดดถีบ ด้วยความแรง 25 กิโลเมตรต่อชั่วโมง

การกระจายพันธุ์และการแพร่พันธุ์
นกแคสโซแวรีกระจายพันธุ์ในป่าดิบชื้นของเกาะนิวกินีและบางส่วนของออสเตรเลีย เช่น รัฐควีนส์แลนด์ เป็นนกที่หากินตามลำพัง อาหารตามปกติได้แก่ ผลไม้, ลูกไม้ต่าง ๆ ที่ตกหล่นบนพื้นหรือขึ้นตามพุ่มเตี้ย ๆ, เห็ดรา และสามารถกินเนื้อสัตว์ได้ด้วย เช่น สัตว์เลื้อยคลาน สัตว์ครึ่งบกครึ่งน้ำ สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมขนาดเล็ก ๆ รวมถึงซากสัตว์ เวลาในการออกหากินอยู่ในช่วงโพล้เพล้ทั้งในตอนเช้ามืดและตอนเย็น

มีฤดูผสมพันธุ์ราวเดือนพฤษภาคม-มิถุนายน โดยตัวผู้จะเป็นฝ่ายตามหาตัวเมีย หลังจากจับคู่กันได้ประมาณ 2 สัปดาห์ จึงจะผสมพันธุ์กัน หลังจากผสมพันธุ์แล้ว นกตัวเมียจะวางไข่ครั้งละ 5-6 ฟอง บนพื้นดินในรังที่ตัวผู้สร้างไว้จากใบไม้ต่าง ๆ เปลือกไข่สีเขียวเข้มหรือสีเขียวอ่อน เสร็จแล้วจะจากไป ปล่อยให้นกตัวผู้เป็นฝ่ายกกไข่และเลี้ยงดูลูกนกที่ฟักออกมา นกตัวเมียจะผสมพันธุ์กับตัวผู้หลายตัวโดยมีรัศมีการหาคู่กว้างประมาณ 7 กิโลเมตร ตัวผู้ใช้เวลาฟักประมาณ 50-52 วัน ลูกนกที่เกิดมาใหม่จะมีขนสีน้ำตาล สีสันไม่สดใส และยังไม่มีหงอน ตัวผู้ใช้เวลาเลี้ยงลูกนานประมาณ 9 เดือน ก่อนที่จะแยกย้ายกันไปหากินตามอิสระ มีอายุขัยได้ถึง 50 ปี หรือมากกว่านั้นในที่เลี้ยง แต่อายุโดยเฉลี่ยในป่าเพียง 12-19 ปี เท่านั้น

ขอบคุณข้อมูลจาก http://th.wikipedia.org/wiki/

KOALA จัดไว้ให้สำหรับนักท่องเที่ยวได้มาถ่ายรูป

KOALA เหมือนว่าจะน่ารักทุกตัว

ภาพครอบครัว มีเจ้าหน้าที่ช่วยถ่ายให้นะครับ

นก tawny frogmouth เป็นนกท้องถิ่นของออสเตรเลีย
รูปร่างหน้าตา แปลกประหลาดมากๆ แต่น่ารักดีครับ

Featherdale wildlife park มีลานกว้างๆ ให้จิงโจ้ที่เชื่องได้เดินกันตามอิสระ
นักท่องเที่ยวสามารถให้อาหารกับจิงโจ้ได้

จิงโจ้ รุ่นเล็กๆ ดูเหมือนหนูยักษ์เลย

มีการชั่งน้ำหนักโคอาลา แล้วจดบันทึกน้ำหนักตัวทุกเช้า - น่าจะเป็นโชว์เล็กๆ ให้นักท่องเที่ยวชมมากกว่า

โคอาลา - เหมือนเอาตุ๊กตามาเกาะที่ต้นไม้

นกอีมู เป็นตัวที่ไม่มีใครสนใจเลยครับ
ตั้งแต่ครั้งไปสวนสัตว์ที่เมืองเมลเบิร์น ก็ไม่มีใครสนใจ เดินผ่านกันหมดเลย

ครั้งนี้ก็เช่นกัน ยืนเหงาอยู่ตัวเดียว
นกอีมู : เป็นนกขนาดใหญ่ที่สูงถึง 5 - 6 ฟุต หนักถึง 150 ปอนด์ ขนของอีมูก็คล้ายกับเส้นผมไม่เหมือนนกบินได้ทั่ว ๆ ไป แต่นกอีมูไม่มีสันกระดูกบนหัวและขนบนลำตัวเป็นสีน้ำตาลทั่วทั้งตัว ทั้งตัวผู้และตัวเมียจะมีลักษณะเหมือนกันแต่ตัวผู้มักมีขนาดโตกว่า

ถิ่นอาศัย : พบในออสเตรเลีย ยกเว้นริมชายฝั่ง อาหารของนกอีมูได้แก่ ผลไม้ ลูกไม้ แมลง
พฤติกรรม : นกอีมูวิ่งเร็วมาก สามารถวิ่งได้เร็วถึง 30 ไมล์/ชั่วโมง ว่ายน้ำเก่ง หากินรวมกันเป็นกลุ่มเล็ก ๆ แต่ในฤดูผสมพันธุ์จะไปกันเป็นคู่ ๆ นกอีมูเป็นนกที่เชื่อง นกอีมูเริ่มผสมพันธุ์ได้เมื่อมีอายุ 2 ปี วางไข่ครั้งละ 7-10 ฟอง ไข่มีสีเขียวเข้ม ระยะฟักไข่นาน 59-61 วัน

ขอบคุณข้อมูลจาก http://www.zoothailand.org/

วอมแบต (Wombat) พันธุ์ Southern Hairy-Nosed Wombat ชอบอาศัยในโพลง ออกหากินเวลากลางคืน
รูปร่างจ้ำม้ำ ขาสั้น และเป็นสัตว์มีกระเป๋าหน้าท้องในตัวเมียสำหรับแพร่ขยายพันธุ์และเป็นที่อยู่อาศัยของลูกอ่อน

เพนกวินน้อย หรือ เพนกวินนางฟ้า หรือ เพนกวินสีน้ำเงิน หรือ เพนกวินสีน้ำเงินน้อย - Little penguin, Fairy penguin, Blue penguin, Little blue penguin

เพนกวินน้อย มีขนที่ส่วนหลังสีฟ้าหรือสีน้ำเงิน มีจะงอยปากสั้นสีดำ และเป็นเพนกวินเพียงชนิดเดียวที่เมื่อเดินแล้ว หัวจะทิ่มลงไปข้างหน้า ไม่ตั้งตรงเหมือนเพนกวินทั่วไป พบกระจายพันธุ์ในหลายพื้นที่ของออสเตรเลีย, นิวซีแลนด์ รวมถึงบางแห่งในชิลี ซึ่งสำหรับออสเตรเลียแล้วถือเป็นเพนกวินเพียงชนิดเดียวเท่านั้นที่พบได้ในประเทศ โดยแหล่งที่สามารถพบเพนกวินน้อยได้มากที่สุดแห่งหนึ่ง คือ เกาะฟิลิป ในรัฐวิคตอเรีย

ยังมีอีกหลายส่วนที่เดินไปชมไม่ถึง เพราะเวลาไม่อำนวย หรือมัวแต่ถ่ายรูปก็ไม่ทราบซิ 555
ได้เวลาออกเดินทางต่อแล้วครับ

มุ่งหน้าสู่ The Bilpin Fruit Bowl ร้านนี้อยู่ระหว่างทางที่จะไป The Blue Mountains
ว่ากันว่า Apple Pie ร้านนี้อร่อยเป็นที่สุด

Apple Pie อร่อยจริงๆ ครับ จัดให้คนละ 1 ชิ้น รวมอยู่ในโปรแกรมทัวร์แล้ว
หรือถ้าจะซื้อเพิ่มในร้านก็มีขายทั้งแบบเป็นชิ้น และเป็นถาด

ชิ้นละ 4 เหรียญ
ถาดละ 8.50 เหรียญ

ภายในร้านก็ยังมีผลไม้ แยม และเครื่องเทศ จำหน่ายแก่ผู้มาเยือน

เครื่องเทศ และเครื่องปรุงรส แปลกๆ ก็มีให้เลือกซื้อกันในราคาที่รับได้ครับ

บอกลา Apple Pie แล้วเดินทางต่อไปยัง The Blue Mountains

Blue Mountains National Park

รถจะขับไปจอดตามจุดชมวิวรอบๆ Blue Mountains National Park

รถจะขับไปจอดตามจุดชมวิวรอบๆ Blue Mountains National Park

จุดนี้เน้นถ่ายรูปครอบครัวครับ ให้ไกด์ช่วยถ่ายรูปให้

ใช้เวลาอยู่จุดนี้ประมาณ 60 นาที

ออกเดินทางเพื่อไปทานอาหารกลางวัน

Blackheath Golf Club สถานที่ๆ เราจะทานอาหารกลางวันกันครับ

บรรยากาศดีมากเลยครับ อากาศประมาณ 15 องศา แต่มีแดด ช่วยให้ไม่หนาว อากาศดีมากๆ เลย

อาหารกลางวันที่รวมมาในโปรแกรมทัวร์ ประกอบด้วย อาหารจานหลัก + ของหวาน
ป้าไก่ทาน ซีซ่าร์สลัดไก่งวง

ลูกชายคนโตทานปลาทอด คนเล็กทานหมูทอด

ลุงเด้ง ทาน ลาซานยา

ของหวานมี 2 ชนิดให้เลือกครับ

สถานที่ต่อไปคือ WARADAH ABORIGINAL CENTRE มาชมการแสดงของคนพื้นเมืองกันครับ

เป็นการแสดงเล็กๆ พอให้ได้ทราบถึงเรื่องราวของชนเผ่าต่างๆ ในออสเตรเลีย

ถัดจาก WARADAH ABORIGINAL CENTRE
เราก็เดินไปที่ Echo Point ที่เป็นจุดชมวิว The Blue Mountain

วิว Three Sisters Rock หรือ เขาสามอนงค์ ถ่ายจากจุดชมวิวที่ Echo Point

ตามหนึ่งในตำนานอะบอริจิน เสาหินนั้นเมื่อก่อนคือสามสาวพี่น้องแสนสวยชื่อว่า 'Meehni', 'Wimlah' และ ‘Gunnedoo' ซึ่งถูกสาปเป็นหินด้วยพลังของผู้เฒ่าประจำเผ่า ทั้งสามตกหลุมรักสามหนุ่มพี่น้องจากเผ่าอื่น แต่ตามกฏแล้วไม่อนุญาตให้แต่งงานกันข้ามเผ่า สามหนุ่มตัดสินใจลักพาตัวสามสาวทำให้เกิดการสู้รบครั้งใหญ่ ผู้เฒ่าจึงสาปให้สามสาวกลายร่างเป็นหินเพื่อปกป้องพวกเธอ

ผู้เฒ่าตั้งใจจะถอนคำสาปให้พวกเธอหลังจากการสู้รบจบสิ้น แต่ก็มาถูกฆ่าตายเสียก่อน มีเพียงผู้เฒ่าเท่านั้นที่สามารถถอนคำสาปให้หญิงสาวทั้งสามได้ สามพี่น้องจึงต้องกลายเป็นหินตลอดกาล และกลายเป็นสัญลักษณ์ของการสู้รบครั้งนั้น ส่วนชายหนุ่มต่างเผ่าก็คร่ำครวญเสียใจร้องไห้จนกลายเป็นสายน้ำตกที่มีชื่อว่า คาทูมบา (katoomba falls)

ตำนานเผ่าอะบอริจินเกี่ยวกับสามพี่น้องมีหลายเวอร์ชัน แต่สิ่งหนึ่งที่ชัดเจนที่สุดก็คือความงามของทั้งสามมาที่ศูนย์ข้อมูลนักท่องเที่ยว Echo Point เพื่อชมความงามในมุมกว้าง และสีฟ้าสลัวอันเลื่องลือที่เกิดจากการปล่อยน้ำมันของป่ายูคาลิปตัส ซึ่งเป็นที่มาของชื่อเทือกเขานี้นั่นเอง ลักษณะของเขา Three Sisters เปลี่ยนแปลงไปตามกาลเวลาและฤดูกาล แสงแดดที่ส่องกระทบเขาจะเผยให้เห็นสีสันที่สวยงาม แสงจาก เขา Three Sisters ยามเย็นทำให้เกิดภาพอันน่าพิศวงตัดกับท้องอันมืดมิด

จาก Echo Point นั่งรถต่อไปที่ SCENIC WORLD ATTRACTIONS
เป็นสถานที่นั่งกระเช้าชมวิว Blue Mountains
เราสามารถเลือกชมวิวได้ 3 วิธีด้วยกันคือ
1. SKYWAY
2. RAILWAY
3. CABLEWAY

รายละเอียดเพิ่มเติมศึกษาได้จาก http://www.scenicworld.com.au/

SKYWAY รูปร่างเหมือนแคปซูล สามารถชมวิวได้ 360 องศา พื้นตรงกลางเป็นกระจกสามารถชมวิวได้ด้วยนะครับ

จาก SKYWAY เราจะมองเห็น น้ำตกคาทูมบา (katoomba falls) ที่ตามตำนานเล่าว่า
น้ำตกแห่งนี้เป็นน้ำตาของชายหนุ่มต่างเผ่า ที่ไปหลงรักสาวทั้ง 3 คนจากเผ่าคู่อริ เป็นเหตุให้สาว ทั้ง 3 คน ต้องคำสาปจากหัวหน้าเผ่าให้กลายเป็นหินไปชั่วนิรันดร์

วิวจาก SKYWAY ก็จะเห็น Orphan Rock

จินตนาการเอาเองว่าเหมือนหน้ายิ้มกำลังหมอบ

อีกมุมหนึ่งของ Three Sisters Rock

ถึงสถานีปลายทางของ SKYWAY จัด 1 ภาพ กับเจ้าหน้าที่ SKYWAY เป็นที่ระลึก

จากนั้นก็ต่อด้วย SCENIC CABLEWAY ที่มีความลาดเอียงถึง 510 เมตร ลงไปยังหุบเขา Jamison Valley
เรียกว่ายืนตัวเอียงกันเลย ถึงสถานีปลายทางก็จะเป็น SCENIC WALKWAY
เพื่อมาเดินชมป่า และเส้นทางเหมืองแร่ทองคำในอดีต

เมื่อลงจาก SCENIC CABLEWAY แล้วก็เดินวนขวา จะผ่าน สถานที่ๆ ในอดีตเคยเป็นทางลงไปยังเหมืองแร่ทองคำในอดีต

เดินชมวิวไปเพลินๆ

อีกมุมสวยๆ ของ Three Sisters Rock ถ่ายจากทางเดิน SCENIC WALKWAY

เดินจาก SCENIC WALKWAY เพื่อมาขึ้น SCENIC RAILWAY
SCENIC RAILWAY - รถไฟที่ลาดชันที่สุดในโลก โดยระดับความลาดชันที่ 52 องศา

รอบนี้เราขึ้น SCENIC Railway จากหุบเขา Jamison Valley
ดังนั้น เราจะขึ้นแบบถอยหลังครับ โอ้ว.................. เร็ว และ ชัน ที่สุดเลย

ไม่ได้เตรียมตัวเตรียมใจว่าจะชัน และเร็ว ขนาดนี้ครับ 555

ออกมาแล้วตั้งสติ สรุปกันว่า สนุกมากๆ กับ SCENIC Railway อยากจะลงไปอีกรอบ แต่เวลาไม่พอซะแล้ว
ได้เวลาเดินทางกลับเข้าเมืองพอดีเลย

บริเวณหน้าทางเข้า ระหว่างรอรถวนมารับ สังเกตเห็นรูปปั้น ชายหนุ่ม กับ หญิงสาว 3 คน ไม่สวมเสื้อผ้า
น่าจะเป็นเรื่องราวของตำนาน Three Sisters Rock

โปรแกรมทัวร์ Blue Mountains Deluxe Day Tour ของ http://aealuxury.com.au/
จบลงแล้วครับ หลังจากนี้ก็เดินทางกลับ โดยรถจะไปส่งเราที่โรงแรมประมาณ 5 โมงเย็นครับ

ขอบคุณที่ติดตามชมกันมาตลอด

Leave a comment